ด้วยผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม คุณจีนา โรเมโร (Ms. Gina Romero) พร้อมด้วยคณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเสรีภาพในการชุมนุมจากประเทศอังกฤษ มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยในเดือนตุลาคม 2568
.
ในโอกาสนี้ นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR), สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) และ Front Line Defenders จัดสัมมนาในหัวข้อ “AI & the Right to Peaceful Assembly: ปัญญาประดิษฐ์ กับสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ”
.
การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ตลอดจนแนวทางคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในยุคดิจิทัล โดยมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมอภิปราย พร้อมกันนี้ นิทรรศการ “การชุมนุมในสายตา AI” แสดงภาพสะท้อนการใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวังและบันทึกการชุมนุมในบริบทต่าง ๆ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อการอยู่ร่วมกันของเทคโนโลยีและสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การสัมมนาและนิทรรศการ จะจัดขึ้นในวัน ศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00–12.30 น. ณ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

.
ประเด็นสำคัญในวงเสวนา แยกออกได้ดังนี้
สิทธิ เสรีภาพ และการเลือกตั้ง – เสียงจาก Gina Romero, UN Rapporteur on the Rights to Freedom of Peaceful Assembly and of Association
“เรากำลังอยู่ในยุคที่สิทธิขั้นพื้นฐานถูกท้าทายอย่างหนัก” ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ใช่แค่การแสดงออกทางความคิด แต่แม้กระทั่งการรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง ก็อาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีและจำคุก”
เธออธิบายว่า การเลือกตั้งควรเป็นช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม หลายประเทศ รวมถึงไทย ใช้กฎหมายและข้อบังคับเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือการต่อต้านการฟอกเงิน แต่แท้จริงแล้วเป็นการกดขี่ทางการเมือง
“เมื่อคุณจำกัดสิทธิในการชุมนุม คุณไม่ได้แค่ปิดปากประชาชน แต่คุณกำลังทำลายสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย” เขาย้ำ พร้อมยกตัวอย่างว่า ภาคประชาสังคมที่ทำงานตรวจสอบการเลือกตั้งหรือฝึกอบรมเยาวชนให้เข้าใจสิทธิของตน กลับถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
หนึ่งในประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (Lèse Majesté) ซึ่งไม่เพียงแต่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก แต่ยังสร้าง “chilling effect” ทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง “นี่ไม่ใช่แค่การลงโทษ แต่เป็นการทำให้สังคมเงียบเสียง” เขากล่าว
“การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากเสรีภาพในการชุมนุม” Gina Romero กล่าวเปิดเวทีเสวนาอย่างหนักแน่น พร้อมชี้ให้เห็นว่าในช่วงปี 2566–2568 มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเผยให้เห็นถึงแนวโน้มการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างน่ากังวล
เธออธิบายว่า การใช้กฎหมายและข้อบังคับเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม เช่น กฎหมายตัวแทนต่างชาติ หรือการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มโทษทางอาญา มักถูกอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของรัฐ แต่ในความเป็นจริงกลับใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายค้านและภาคประชาสังคม
“ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกสถานที่ วิธีการ และข้อความที่ต้องการสื่อสารในการชุมนุม” Gina เน้นถึงหลักการ “Sight and Sound Principle” ที่ประชาชนควรสามารถจัดการชุมนุมในจุดที่กลุ่มเป้าหมายสามารถเห็นและได้ยินข้อความของพวกเขา
เธอยังกล่าวว่า สิทธิในการชุมนุมไม่ใช่สิทธิสมบูรณ์ แต่การจำกัดสิทธิต้องเป็นไปตามหลัก “ความจำเป็นและได้สัดส่วน” และต้องประเมินเป็นรายกรณี ไม่ใช่ใช้ข้อห้ามแบบครอบคลุมหรือ blanket bans ซึ่งละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
ข้อเสนอจากเวทีเสวนา:
- ยกระดับมาตรฐานการตีความสิทธิในช่วงเลือกตั้งให้สูงขึ้น เพราะนี่คือช่วงเวลาสำคัญของประชาธิปไตย
- ส่งเสริมการใช้กลไกระหว่างประเทศ เช่น UN เพื่อกดดันให้ยกเลิกกฎหมายที่ละเมิดสิทธิ
- พัฒนากลไกการเจรจาและการลดความรุนแรงในการควบคุมการชุมนุม เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างปลอดภัย
“ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การลงคะแนนเสียง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แสดงออกอย่างเสรี” เขาทิ้งท้าย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิที่ไม่ควรถูกลดทอน

เทคโนโลยีสอดส่องกับสิทธิ – มุมมองจาก Professor Pate Fussey, Head of Department, Sociology, Social Policy & Criminology, University os Southampton
“เมื่อพูดถึงการชุมนุม เรามักคิดถึงผู้คนบนท้องถนน แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาอาจสำคัญกว่านั้น” Professor Pate Fussey เปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ชวนคิด “เทคโนโลยีสอดส่องกำลังเปลี่ยนสมดุลระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างเงียบ ๆ”
เขาเล่าประสบการณ์กว่า 25 ปีในการศึกษาการใช้เทคโนโลยีโดยรัฐ “สิ่งที่น่ากังวลคือ AI และเครื่องมือสอดส่องสมัยใหม่ไม่ได้แค่บันทึกภาพ แต่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรม คาดเดาความตั้งใจ และแม้กระทั่งสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์จากข้อมูลเพียงไม่กี่จุด” เขายกตัวอย่างเทคนิค hop analysis ที่สามารถเชื่อมโยงคนหลายพันคนเพียงเพราะรู้จักกันผ่านเครือข่ายสังคม
ปัญหาหลักคือความเร็วของเทคโนโลยีเทียบกับกฎหมาย “เทคโนโลยีพัฒนาเร็วมาก แต่กฎหมายและการกำกับดูแลเดินช้า ทำให้เกิดช่องว่างที่อันตราย” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าเมื่อเทคโนโลยีถูกใช้โดยรัฐ ความเสี่ยงต่อสิทธิขั้นพื้นฐานยิ่งสูงขึ้น เพราะการสอดส่องที่เคยเป็นข้อยกเว้น กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
“สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือ การสอดส่องไม่ได้แค่เก็บข้อมูล แต่เปลี่ยนความหมายของการเป็น ‘ผู้ต้องสงสัย’ ในสังคม” เขาอธิบายว่าการใช้ AI ทำให้คนจำนวนมากถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ไม่น่าสงสัย แต่ก็ไม่ปลอดภัย” ซึ่งเป็นช่องทางให้เกิดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิ
ข้อเสนอจากเวทีเสวนา:
- ต้องมี กลไกตรวจสอบภายนอก เพราะหน่วยงานรัฐไม่เคยพิสูจน์ว่ากำกับตนเองได้
- กำหนดมาตรฐานสูงขึ้นสำหรับเทคโนโลยีที่มีความรุกล้ำสูง เช่น facial recognition
- สร้างความร่วมมือระหว่างนักกฎหมาย นักเทคโนโลยี และนักสิทธิมนุษยชน เพื่อทำความเข้าใจและออกแบบมาตรการที่ใช้ได้จริง
- พัฒนากรอบกฎหมายที่ชัดเจน เน้นหลัก ความจำเป็นและสัดส่วน (necessity & proportionality)
“เราต้องไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีเป็นข้ออ้างในการละเมิดสิทธิ” เขาทิ้งท้าย “เพราะเมื่อความเป็นนิรนามในพื้นที่สาธารณะหายไป สิทธิในการชุมนุมก็จะหายไปพร้อมกัน”

กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ – มุมมองจาก Dara Murray, Reader and Senior Lecturer, International Law and Human Rights, Queen Mary University London School of Law, and Fellow, Institute of Humanities and Social Sciences
“เรามักคิดว่าการเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศจะทำให้สิทธิมนุษยชนได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติ แต่ความจริงไม่ง่ายแบบนั้น” Dara Murray เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญในระบบกฎหมายไทย
เขาอธิบายว่า แม้ไทยจะเป็นภาคีของ 8 ใน 9 สนธิสัญญาหลักของสหประชาชาติ แต่ในทางปฏิบัติ ศาลไทยไม่ใช้กฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง “แม้ทนายจะอ้างอิง ICCPR หรือข้อคิดเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แต่ศาลมักมองว่าไม่สามารถใช้เป็นกฎหมายบังคับได้” เขากล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้บางครั้งศาลสูงจะอ้างถึงสนธิสัญญา แต่ก็เป็นเพียงการกล่าวประกอบ ไม่ใช่เหตุผลหลักในการตัดสินคดี
ปัญหาหลักอยู่ที่การตีความข้อยกเว้นในกฎหมายสิทธิมนุษยชน “ข้อยกเว้นควรเป็นข้อยกเว้นจริง ๆ แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกใช้เป็นกฎ” เขาเน้นว่าตามมาตรฐานสากล รัฐต้องแสดงเหตุผลชัดเจนและพิสูจน์ความจำเป็นของการจำกัดสิทธิ แต่ในไทย ภาระการพิสูจน์กลับตกอยู่ที่ประชาชน
อย่างไรก็ตาม เขายกตัวอย่างเชิงบวกคือ พระราชบัญญัติป้องกันการบังคับบุคคลให้สูญหาย ที่เพิ่งออก ซึ่งสะท้อนว่าการผลักดันจากภาคประชาสังคมและแรงกดดันระหว่างประเทศสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
ข้อเสนอจากเวทีเสวนา:
- ใช้สนธิสัญญาระหว่างประเทศเป็น เครื่องมือในการตีความกฎหมายภายใน โดยเฉพาะกฎหมายที่ออกเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
- เพิ่มการอบรมผู้พิพากษาและทนายความให้เข้าใจมาตรฐานสากล เพื่อให้การตีความสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
- ผลักดันให้มี กฎหมายป้องกันการฟ้องร้องเชิงกลยุทธ์ (SLAPP) และยกเลิกบทบัญญัติที่ใช้จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก
- สร้างกลไกตรวจสอบการใช้ข้อยกเว้น เพื่อป้องกันการตีความที่ละเมิดสิทธิ
“การเคารพสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แค่การลงนามในสนธิสัญญา แต่ต้องสะท้อนในคำพิพากษาและการบังคับใช้กฎหมาย” เขาทิ้งท้าย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันทำให้มาตรฐานสากลกลายเป็นความจริงในชีวิตประจำวัน

ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน – เสียงจาก ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องของนักกิจกรรมอย่างเดียวอีกต่อไป” ดร. ภัทรพงษ์เปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ วันนี้ธุรกิจเองก็ต้องรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง เพราะผลกระทบจากการดำเนินงานของพวกเขาอาจลึกและกว้างกว่าที่คิด”
เขาเล่าถึงแนวโน้มระดับโลกที่กำลังผลักดันให้เกิด กฎหมาย Human Rights Due Diligence ซึ่งบังคับให้ธุรกิจต้องประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ “นี่คือการเปลี่ยนจาก ‘การรับผิดชอบหลังเกิดเหตุ’ ไปสู่ ‘การป้องกันก่อนเกิดเหตุ’” เขาอธิบาย
ในบริบทของไทย เขาชี้ให้เห็นว่า ยังมีบทบัญญัติทางอาญาที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และยังไม่มี กฎหมายป้องกันการฟ้องร้องเชิงกลยุทธ์ (SLAPP) เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ “นักสิทธิมนุษยชนในไทยยังต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องเพื่อให้หยุดพูด หยุดทำงาน ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกดขี่”
อีกหนึ่งปัญหาคือ ศาลไทยไม่ใช้กฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง ทำให้การตีความสิทธิมนุษยชนยังจำกัดอยู่ในกรอบของกฎหมายภายใน “ทั้งที่ไทยเป็นภาคีของหลายอนุสัญญาระหว่างประเทศ แต่กลับไม่ใช้เป็นฐานในการตัดสินคดีสิทธิมนุษยชน”
ข้อเสนอจากเวทีเสวนา:
- เพิ่มการอบรมและสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนในระบบศาล เพื่อให้ผู้พิพากษาใช้หลักสากลในการตีความ
- ผลักดันให้ธุรกิจใช้มาตรฐานสากลในการประเมินผลกระทบด้านสิทธิ เช่น UN Guiding Principles
- ใช้กฎหมายภายในที่อิงพันธกรณีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการตีความ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับมาตรฐานโลก
“ธุรกิจไม่ใช่แค่ผู้สร้างเศรษฐกิจ แต่เป็นผู้มีบทบาทในการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิ” เขาทิ้งท้าย “และรัฐต้องเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่แค่ในเอกสาร แต่ในชีวิตของผู้คน”

เสียงปิดท้ายจาก ดร.พัชร์ นิยมศิลป – เชื่อมโยงสิทธิมนุษยชนกับชีวิตจริง
“เราพูดกันเยอะมากเรื่องกฎหมาย มาตรฐาน และเทคโนโลยี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนจริง ๆ ที่กำลังเจ็บปวดอยู่” ดร.พัชร์ นิยมศิลป กล่าวในช่วงท้ายของเวทีเสวนา ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ “เราต้องไม่ลืมว่าเบื้องหลังคำว่า ‘สิทธิมนุษยชน’ คือชีวิตของคนที่ถูกคุมขัง ถูกทรมาน หรือถูกทำให้เงียบเสียง”
เขาเน้นว่า แม้การอภิปรายจะอยู่ในระดับสูง มีการพูดถึงกฎหมายระหว่างประเทศ มาตรฐานของ UN หรือเทคโนโลยีสอดส่องที่ซับซ้อน แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีเป้าหมายเดียวกันคือ การปกป้องคนที่กำลังถูกละเมิดสิทธิ และการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง
“ในประเทศไทย เราเห็นคนรุ่นใหม่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน พวกเขากำลังพยายามสร้างอนาคตใหม่” เขากล่าว “ถ้าเราปล่อยให้การอภิปรายเชิงวิชาการอยู่แค่ในห้องประชุม เรากำลังพลาดโอกาสที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง”

ภาพบรรยากาศในงาน




