เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนเข้ายื่นหนังสือข้อเสนอทางกฎหมายต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขพ.ศ…. ภาคประชาชนเสนอปรับร่างนิรโทษกรรม ชี้ยังไม่ครอบคลุมคดีการเมืองโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แทนการปกครองโดยคณะรัฐประหาร ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา การเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 20 ปี ในวันที่ 9 และ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมจำนวน 5 ฉบับ และมี 3 ฉบับที่ผ่านการรับหลักการในวาระแรก อย่างไรก็ตาม กลุ่มภาคประชาชนโดยเฉพาะเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนมีความกังวลว่าร่างกฎหมายเหล่านี้ยังไม่สามารถตอบโจทย์การสร้างความยุติธรรมและการสมานฉันท์ทางการเมืองได้อย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่ ระยะเวลาในการนิรโทษกรรมที่ควรครอบคลุมถึงวันที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในช่วงหลังปี 2565 โดยเฉพาะในรัฐบาลปัจจุบันต้องตกหล่นจากการได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ ฐานความผิดที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายยังไม่ครอบคลุมข้อหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะข้อหาที่ถูกใช้ดำเนินคดีผู้ชุมนุมในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 360 และ 385 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ ซึ่งหากไม่ปรับปรุงบัญชีแนบท้ายให้ครอบคลุม จะทำให้ผู้ต้องหากว่าพันรายไม่สามารถได้รับการนิรโทษกรรมได้อย่างเต็มที่

อีกประเด็นที่สำคัญคือคดีของเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา แม้ที่ผ่านมาไม่เคยมีการนิรโทษกรรมเฉพาะกลุ่มเยาวชน แต่จากหลักการสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฯ ซึ่งไทยเป็นภาคี รัฐควรให้ความสำคัญในการนิรโทษกรรมกลุ่มเยาวชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ในส่วนของกลไกคณะกรรมการพิจารณานิรโทษกรรม ควรมีตัวแทนจากภาคประชาชนและผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีทางการเมืองเข้าร่วมด้วย ไม่ใช่มีแต่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สามารถเข้าใจบริบททางการเมืองที่เกี่ยวข้องได้อย่างรอบด้าน อีกทั้งระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการควรยืดหยุ่น และให้พิจารณาได้ทั้งรายคดีหรือรายเหตุการณ์ หากหมดเวลา ควรมีทางเลือกให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาต่อ เพื่อไม่ให้มีคดีใดตกหล่นจากการพิจารณา

นอกจากการนิรโทษกรรม เครือข่ายฯ เห็นว่าควรมีการศึกษามาตรการเยียวยาอื่นๆ ตามหลักกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน รวมถึงประเด็นการคืนสิทธิให้กับผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีในศาลทหาร และการพิจารณาว่าจะนิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดตามมาตรา 113 ด้วยหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและหลีกเลี่ยงการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนขอเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้สามารถสร้างสังคมสันติสุขได้อย่างแท้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

รายละเอียดหนังสือ ข้อเสนอทางกฎหมายต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข