โดยมีวงเสวนาดังนี้

วงเสวนาที่ 1

ประเด็น “ปัญหาการบังคับใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ: อดีตถึงปัจจุบัน”

– บุศรินทร์ แปแนะ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน iLaw

– ชล คีรีกูณฑ์ นักนโยบายสาธารณะ WhipX

วงเสวนาที่ 2

ประเด็น “ประชาชนในกับดักเสรีภาพการแสดงออก”

– จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษา ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move

– กัญญ์วรา หมื่นแก้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสาร มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

– สุนทร บุญยอด ตัวแทนอดีตพนักงานยานภัณฑ์

ดำเนินรายการ โดย ธัชพงศ์ แกดำ

วงเสวนาที่ 3

ประเด็น “ข้อเสนอเกี่ยวกับพ.ร.บ. ชุมนุม”

– อัมรินทร์ สายจันทร์ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม – EnLAW

– เฝาซี ล่าเต๊ะ Amnesty International Thailand

พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558

หนึ่งปีหลังจากการรัฐประหาร ในปี สภานิติบัญญัติแห่งชาติภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 (พ.ร.บ.ชุมนุม) โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้การชุมนุมเป็นไปโดยชอบ มีการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป และได้บังคับใช้มาตั้งแต่เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา

นับแต่บังคับใช้จนถึงปัจจุบันพบว่า พ.ร.บ.ชุมนุม เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุม ทำให้ประชาชนที่ออกมาชุมนุมไม่สามารถใช้เสรีภาพได้อย่างเต็มที่และถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก แม้เสรีภาพในการชุมนุมและสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับการรับรองไว้ ทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 44 และมาตรา 34 

วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)  คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) จัดเวทีเสวนารับฟังเสียงสะท้อนจากนักกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้และได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.ชุมนุม ขึ้นเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ปัญหาการบังคับใช้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ: อดีตถึงปัจจุบัน

ชล คีรีกูณฑ์ นักนโยบายสาธารณะ WhipX ชี้ให้เห็นว่าแม้รัฐบาลจะอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐมีเวลาในการดำเนินการเพื่ออำนวยให้การชุมนุมสาธารณะนั้นเป็นไปโดยสงบ เรียบร้อย ปลอดภัย แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่กลับบังคับใช้กฎหมายโดยเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชน สั่งให้ดำเนินการต่าง ๆ ที่ยุ่งยากขัดธรรมชาติการชุมนุมสาธารณะ เช่น การกำหนดพื้นที่ต้องชัดเจน การกำหนดการใช้เสียง การกำหนดจำนวนคนที่จะเข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งขัดกับธรรมชาติของการชุมนุมสาธารณะที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดสามารถเข้าร่วมการชุมนุมก็ได้

นอกจากนี้ผู้ที่แจ้งการชุมนุมมักตกเป็นเป้าในการถูกดำเนินคดีอาญาที่ตามมา โดยเจ้าหน้าที่จะมุ่งดำเนินคดีกับผู้แจ้งการชุมนุมก่อนเป็นอันดับแรก แม้จะได้ปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้องแล้วก็ตาม อันเป็นการขัดกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายอย่างชัดเจน 

บุศรินทร์ แปแนะ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน iLaw

ปัญหาการขาดความชัดเจนในพื้นที่การชุมนุมยังถือเป็นปัญหาใหญ่ มาตรา 7 พระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะ ซึ่งกำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุมไว้ แต่หลายพื้นที่โดยสภาพประชาชนไม่สามารถทราบได้ว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมหรือไม่เนื่องจากเป็นข้อมูลที่อยู่นอกเหนือจากที่สาธารณะรับรู้ได้ เช่น พื้นที่วังเดิม วังเก่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกรณีเป็นพื้นที่ให้จัดการชุมนุมได้ แต่ให้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่พิจารณาห้ามชุมนุมได้ หากเข้าเงื่อนไขความปลอดภัยสาธาณะ แต่หากเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมได้ก็สามารถอนุญาตให้การชุมนุมได้ 

แต่สิ่งที่พบในปัจจุบันคือ พื้นที่ที่อนุญาตให้ชุมนุมได้ เช่น ทำเนียบรัฐบาลซึ่งผู้มีอำนาจทำงานอยู่ และผู้ชุมนุมต้องการเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจให้ได้ยินเรื่องร้องเรียน แต่เมื่อมีการแจ้งการชุมนุม ตำรวจจะสั่งห้ามการชุมนุมในระยะ 50 เมตรทันทีถือเป็นการลงโทษผู้ชุมนุมให้ไม่สามารถร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจได้ เพราะการชุมนุมในระยะ 50 เมตรนั้นอยู่นอกระยะการมองเห็นและได้ยินของผู้มีอำนาจ  การสั่งห้ามการชุมนุมเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจสั่งห้ามชุมนุมเกินความจำเป็น

แม้ตัวกฎหมายเองจะมีการเปิดช่องให้มีการยื่นคำร้องขอต่อศาลให้สั่งให้การยกเลิกการชุมนุมสามารถกระทำได้ แต่ในการพิจารณาคำร้องศาลกลับไม่ได้พิจารณาว่าคำร้องของตำรวจนั้นไม่ชอบอย่างไร แต่ดูเพียงบทบัญญัติท้ายมาตราว่า เป็นการชุมนุมโดยสงบหรือไม่ เกิน 50 คนหรือไม่ และยกคำร้องขอ ตำรวจ แต่อย่างไรก็ตามตำรวจจะไม่เปิดเผยคำสั่งของศาลที่ให้ยกเลิกการประกาศเลิกการชุมนุม

ปัจจุบันได้มีการขยายพื้นที่ออกไปจนถึงพื้นชุมนุมออกไปโดยใช้กฎหมายถวายความปลอดภัยครอบคลุมถึงพื้นที่เสด็จผ่าน โดยนำมาใช้ควบคู่กับ พ.ร.บ.ชุมนุม

จึงทำให้ประชาชนทีนับแต่การร่าง คำนิยาม การตีความ จนถึงการบับคับใช้ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้ดุลพินิจในการตีความกฎหมายอย่างกว้างขวาง เช่น การกำหนดขอบเขตพื้นที่การชุมนุมที่ไม่ชัดเจน  การให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการกำหนดพื้นที่ห้ามการชุมนุม โดยเฉพาะกรณีทีนักกิจกรรมแจ้งการชุมนุมไว้ล่วงหน้า ภายหลังที่ได้รับแจ้งการชุมนุมแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่จะออกประกาศห้ามชุมนุมในบริเวณที่แจ้งการชุมนุมไว้ทันที


เสียงสะท้อนจากนักกิจกรรม

       – จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษา ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move

เนื่องจากเป็นตัวแทนเครือข่ายและได้รับทราบปัญหาของพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ดินของรัฐบาล และมีความพยายามในการทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนโดยในความเป็นจริงปัญหาเชิงนโยบายไม่สามารถแก้ไขให้เสร็จได้ในรัฐบาลเดียว ทำให้ต้องมีการติดตามการแก้ปัญหากับรัฐบาลต่างๆ การทำงานกับรัฐบาลต้องมีการทวงถาม ในหลายคราวต้องไปทวงถามสัญญาถึงรัฐสภาเพราะเป็นที่ทำการของรัฐบาล เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่พบคือ ถูกแจ้งความดำเนินคดี หลายครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่ คุกคาม ไม่ให้เดินทางเข้าไปร่วมชุมนุม

การถูกแจ้งความดำเนินคดีเพราะเข้าร่วมชุมนุมนั้น ทำให้ไม่สามารถทำงานในฐานะผู้แทนขององค์กรได้อย่างเต็มที่เนื่องจากต้องจัดเวลาไปขึ้นศาล และคาดว่าในท้ายที่สุดแล้วอาจมีคำพิพากษาว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุม ซึ่งจะเป็นการใช้กฎหมายริดรอนสิทธิในการชุมนุมสร้างภาระเป็นอย่างมาก หากยังมีกฎหมายฉบับนี้อยู่เห็นว่าจะทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ เห็นว่าควรยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุม

– กัญญ์วรา หมื่นแก้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสาร มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

ตัวแทนกลุ่มชาติพันธ์ สะท้อนปัญหาการใช้ช่องทางในการแก้ปัญหาระดับอำเภอ จังหวัด หรือภูมิภาคแล้ว ทั้งได้มีการยื่นหนังสือหรือข้อเรียกร้องถึงผู้ว่าหรือผู้มีอำนาจในท้องถิ่นให้แก้ไขปัญหาที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นชี้แจงว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องร้องเรียน เป็นเหตุให้ต้องเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจ ร่วมชุมนุมที่หน้าทำเนียบเพื่อสอบถามความคืบหน้าการแก้ปัญหาที่เคยร้องเรียนไว้กับทางท้องถิ่น โดยมีการเดินทางติดตามทวงถามกับกระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้ได้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจได้รับรู้ว่ามีประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล และได้พยายามดำเนินการในท้องถิ่นแล้ว แต่ท้องถิ่นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ผลที่ได้รับคือถูกแจ้งความดำเนินคดี

ในหมายเรียกระบุว่า “มีความผิดร่วมกันฐานชุมนุม ชุมนุมในระยะ 50 เมตร ของทำเนียบรัฐบาล” โดยไม่ได้ฟังประเด็น เรื่องร้องเรียน หรือเหตุที่ทำให้ต้องออกมาชุมนุม เจ้าหน้าที่พิจารณาเพียงว่าเป็นการชุมนุมและดำเนินคดีทันที  เมื่อถูกดำเนินคดีทำให้ต้องมีการเดินทางมารายงานตัวที่ที่กรุงเทพฯ ทำให้ภาระเพิ่มขึ้นทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการเดินทางที่ต้องเสียเวลามากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบัน พ.ร.บ.ชุมนุม  มีการนำมาใช้เพื่อริดรอนสิทธิปิดปากประชาชน หากนำมาใช้บ่อยขึ้นจะทำให้ประชาชนไม่สามารถออกมาสะท้อนปัญญาที่เกิดขึ้น สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมชุมนุมได้

กฎหมายควรเอื้ออำนวยหรือคุ้มครองความปลอดภัยให้ประชาชน แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่ากฎหมายถูกนำมาปิดกั้นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนและจากการที่อยู่ในสถานที่ชุมนุมกลับรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ชุมนุม มีการปิดสถานที่ชุมนุมโดยไม่แจ้ง หรือเมื่อออกจากสถานที่ชุมนุมไปแล้วไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ได้ทั้งที่ไม่ได้ และแจ้งแต่เพียงว่านายสั่งมา หรืออ้างว่าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของผู้สัญจร โดยไม่มีการจัดการให้ทุกคนที่สามารถใช้ถนนร่วมกันได้ 

– สุนทร บุญยอด ตัวแทนอดีตพนักงานยานภัณฑ์   

อดีตลูกจ้างของบริษัทยานภัณฑ์ หนึ่งในลูกจ้าง 850 คน ที่ถูกบริษัทประกาศเลิกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายในจำนวนหลายหมื่นจึนถึงหลายแสนบาท และต่อมาถูกเรียกให้จ่ายภาษีเงินได้รายละหลายหมื่นบาท กลุ่มลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจึงได้มีการรวมตัวชุมหน้าโรงงานเรียกร้องให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยให้

ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาจากบริษัทเอกชน กลุ่มลูกจ้างได้เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเข้าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ด้วย โดยมีการชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ต่อมาปรากฏว่านายจ้างได้ใช้สิทธิไปยืนคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้ยุติการชุมนุมที่บริเวณหน้าโรงงานและศาลแพ่งให้มีคำสั่งให้ยุติการชุมนุมในสามวัน  นอกจากนี้นายจ้างยังดำเนินคดีตาม พรบ.ชุมนุม และเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทด้วย 

ปัญหาของกฎหมายฉบับนี้คือ ไม่ได้กำหนดจำนวนขั้นต่ำของผู้ร่วมชุมนุม ดังนั้นแม้มีคนเดียวก็อาจตีความว่าเป็นการชุมนุมได้ และแม้เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานก็ถือว่าเป็นการกระทำผิดที่อาจถูกดำเนินคดีได้

รัฐบาลควรมีแนวทางอย่างไรต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 

ยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุม สาธารณะ

หลักการและเหตุผลของ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2568 คือเพื่ออำนวย คุ้มครอง ผู้ชุมนุมให้ได้รับความปลอดภัยระหว่างการชุมนุม  แต่เท่าที่ผ่านการมาการบังคบใช้ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ปัจจุบันตำรวจมักปิดถนน บริเวณการชุมนุมและไม่ให้ผู้ชุมนุมกลับเข้าพื้นที่ แม้เป็นแม่ครัวออกไปซื้ออาหารเพื่อให้ผู้ชุมนุม ทำให้เกิดความยากลำบาก ทั้งต่อกลุ่มผู้ชุมนุม และประชาชนทั่วไปเอง มีการยื่นเรื่องถึงกรรมาธิการนักกฎหมาย กังวลเรื่องการสัญจร การจราจร  

อัมรินทร์ สายจันทร์ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม – EnLAW

         ตัวอย่างของคดีชุมนุม เมื่อมีการแจ้งการชุมนุมแล้วจะถูกตอบกลับจากตำรวจว่าต้องมีการดำเนินการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยมากพูดแบบกว้างๆ ลอยๆ โดยเฉพาะการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามมาตรา 7 ที่ ตำรวจมักจะใช้ดุลพินิจมากเกินกว่าที่กำหนด ไม่สอดคล้องต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงต้องมีการโต้แย้งต่อไป 

         การดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่แน่นอนว่าใครจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ 

         มีการสร้างข้อกำหนดเพิ่มขึ้น โดย ตำรวจ มักให้ไปขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง ตาม พ.ร.บ. เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 

         พ.ร.บ.ชุมนุม ให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจการสั่งให้แก้ไขสถานที่ชุมนุม กรณีที่สถานที่ชุมนุมนั้นไม่เป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) กำหนดหลักการว่าการชุมนุมจะต้องจัดได้ในพื้นที่ที่ Sight and Sound คือต้องถูกมองเห็นและถูกได้ยิน แต่การโต้แย้งกลับไปก็ไม่ได้มีผลให้เป็นการยกเลิกประกาศระยะ 50 เมตรแต่อย่างใด และซึ่งอาจมีการดำเนินคดีตามมาในภายหลัง

เฟาซี ล่าเต๊ะ Amnesty International Thailand

การชุมนุมนั้นต้องทำไปเพื่อ ปกป้อง เรียกร้อง ร้องขอสิ่งที่รัฐต้องจัดหาให้ /เจ้าหน้าที่รัฐต้องสร้างความสมดุลในการใช้สิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม เช่นสิทธิการชุมนุม พ.ร.บ.ชุมนุม ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ผู้สังเกตการณ์ชุมนุม และสื่อสารมวลชน ต้องได้รับการคุ้มครองให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยด้วย 

ควรมีการแก้ไขนิยาม เนื่องจากนิยายมีไว้เพื่อแยกแยะผู้อยู่ในพื้นที่ชุมนุม เพื่อใช้ในการคุ้มครองทุกคน และไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐฉวยโอกาสในการริดลอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่นเด็กที่อยู่ในที่ชุมนุม ซึ่งยังขาดคู่มือปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ ในปัจจุบัน 

การจำกัดหรือการสร้างเงื่อนไขสำหรับการชุมนุมสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานการใช้เสรีภาพภายในหลักประชาธิปไตย

การแจ้งการชุมนุม วัตถุประสงค์คือเพื่อให้ เจ้าหน้าที่ได้บริหารจัดการ อำนวจความสะดวก ดูแลเรื่องการจราจร แต่การชุมนุมที่มีคนน้อยๆ จึงไม่ต้องมีการแจ้งการชุมนุมก็ได้ 

การยกเว้นความรับผิดทางกฎหมายในเรื่อง พ.ร.บ. เครื่องขยายเสียงฯ พ.ร.บ.การจราจรฯ และ พ.ร.บ.การจราจรทางบก เนื่องจาก มาตรา 19 ได้กำหนดให้ตำรวจอำนวจความสะดวกในการจราจรอยู่แล้ว 

กสม. ได้บอกว่า ทุกสถานที่สามารถชุมนุมได้ การจำกัดการชุมนุมทำได้เฉพาะการชุมนุมที่ไม่สงบเท่านั้น ดังนั้นหากมีคนเดียวในการชุมนุมที่มีอาวุธ ยังถือว่าการชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมโดยสงบ เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำการแยกคนที่มีอาวุธอยู่นั้นออกไป 

การสร้างสมดุลให้กับทุกสิทธิ แต่ปัจจุบันพบว่านอกจาก พ.ร.บ.ชุมนุมแล้วยังมีการดำเนินคดีต่อ พ.ร.บ.อื่นอีกด้วย เช่น พ.ร.บ. เครื่องเสียง พ.ร.บ.จราจร ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น 

การชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา มีการนำ พรก.ฉุกเฉิน คำสั่ง คสช. มาใช้ในการดำเนินคดี

การออก พรก.ฉุกเฉิน ต้องมีเหตุฉุกเฉินจริงๆ เช่น เพื่อความอยู่รอดของรัฐ เพื่อป้องกันการล่มสลายของรัฐ แต่มีการนำ พรก.ฉุกเฉิน มาใช้กับเรื่องการชุมนุม ทำให้แม้มีการชุมนุมโดยสงบเปิดเผยก็ถือว่าเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบ 

กระบวนการศาลยังเป็นที่พึงไม่ได้ในการรับรองเสรีภาพในการชุมนุม ภายใต้ พ.ร.บ.ชุมนุม ในปัจจุบันนั้นถ้า ตำรวจมีคำสั่งให้ยุติการชุมนุม หากต้องการร้องก็ต้องไปร้องต่อศาลยุติธรรม ทั้งที่เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐออกสั่งตาม พ.ร.บ. ชุมนุม ซึ่งต้องไปยังศาลปกครอง

กรณีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบสามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ เพราะไม่ปราฏกใน พ.ร.บ.ชุมนุม เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้อำนาจได้ ถืออาวุธได้ แต่ปัจจุบใน พ.ร.บ.ชุมนุมนั้นไม่มีเรื่องโทษ – เรื่องการรับผิดรับชอบควรใส่ไว้ กรณีที่มีการกระทำให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลใดๆ 

เรื่องความโปร่งใส่หรือการทำงานควรมีความโปร่งใส่ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า ใครเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่

คณะทำงานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้มีการจัดทำร่างข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ชุมนุม 

กฎหมายที่เขียนมาภายในรัฐบาลทหาร ควรยกเลิกไป เพราะไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไร เจตนารมณ์ในการออกกฎหมายมาเพื่อจำกัดไม่ให้มีการชุมนุมก็ไม่สามารถแก้ไขได้ 

คณะทำงานฯ ศึกษาผลกระทบจากการใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เพื่อเอาความเห็นเข้าที่ประชุม กรรมธิการฯ เพื่อให้แก้ไข หรือยกเลิก 

ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/hrlathai
เครือข่าย ครช. https://www.facebook.com/share/1B3DHSBc3Z/


สรุปจากวงเสวนา


ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ: กรณีศึกษา มาตรา 7 กับการจำกัดพื้นที่การชุมนุม
.
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “พ.ร.บ. ชุมนุม: กับดักเสรีภาพการแสดงออก” หลังจากการนำเสนอของ ชล คีรีกูณฑ์ นักนโยบายสาธารณะ WhipX แล้ว ยังมีข้อมูลเรื่องปัญหากฎหมายการชุมนุมเพิ่มเติม โดย บุศรินทร์ แปแนะ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน จาก iLawโดยเป็นการนำเสนอประเด็น มาตรา 7 กับการจำกัดพื้นที่การชุมนุมสาธารณะในประเทศไทย
.
🚧 รัศมี 150 เมตร: พื้นที่ห้ามชุมนุมที่เกินความรับรู้ของประชาชน
บุศรินทร์เริ่มต้นว่า พ.ร.บ. ชุมนุมถูกใช้บังคับมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 ในอดีต การชุมนุมส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และท้องสนามหลวง แต่เมื่อพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา เนื้อหาในมาตรา 7 ได้กำหนดไว้ว่า
.
“การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป พระราชนิเวศน์ พระตำหนัก หรือจากที่ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ประทับหรือพำนัก หรือสถานที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ จะกระทำมิได้
.
การจัดการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่ของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่นั้น
.
ศาลตามวรรคสองหมายความถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาล
.
ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความสงบเรียบร้อย ของประชาชน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจประกาศห้ามชุมนุมในรัศมี ไม่เกินห้าสิบเมตรรอบสถานที่ตามวรรคสอง ทั้งนี้ ให้คํานึงถึงจำนวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมและพฤติการณ์ในการชุมนุมด้วย”
.
บุศรินทร์ชวนตั้งข้อสังเกตุว่า หากเราลองดูสัดส่วนตามที่ข้อกฎหมายกำหนดจะพบว่า หากเราต้องชุมนุมที่ท้องสนามหลวง โดยวัดระยะรัศมี 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวัง จะกินพื้นที่ท้องสนามหลวงไปประมาณหนึ่ง อีกทั้งการกำหนดเรื่องรัศมีการชุมนุมที่ห่างจากที่พำนักของกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท พระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป หรือผู้สำเร็จราชการแทนกษัตริย์ประทับหรือพำนัก หรือสถานที่พำนักของราชอาคันตุกะ ก็เป็นเรื่องที่เกินขอบเขตการความรับรู้ของประชาชน เพราะในประเทศไทยยังไม่มีการทำฐานข้อมูลส่วนตัวของกษัตริย์ในเรื่องสถานที่เช่นที่กล่าวมา
.
⛔️ พื้นที่ภายใน: พื้นที่ห้ามชุมนุมที่สามารถชุมนุมได้ และปัญหาเรื่อง “ขอบรัศมีของพื้นที่ห้ามชุมนุม”
เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนจาก iLaw ชี้ให้เห็นความลักลั่นของพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง ที่พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะระบุไว้ว่า “…จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่นั้น…” นั่นคือ พื้นที่ของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาล) พื้นที่ที่ชุมนุมได้ตามกฎหมายชุมนุม ได้แก่ พื้นที่ “รอบ” รัฐสภา หรือ “รอบ” ทำเนียบรัฐบาล แต่ทั้งนี้ หากจะต้องชุมนุมในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด ก็ต้องทำหนังสือขออนุญาตใช้สถานที่ และต้องคำนึงถึงพฤติการณ์ในการชุมนุม ผู้ชุมนุมต้องไม่มากเกิดกว่าที่เจ้าหน้าที่จะควบคุมได้ ปัญหาหลักของการบังคับใช้จึงมักจะมาจากการตีความพื้นที่ชุมนุม
.
บุศรินทร์ยกตัวอย่าง ถ้าเราต้องไปชุมนุมในพื้นที่ “ขอบของรัศมี” มักจะมีเจ้าหน้าที่บอกว่า “ให้ไปชุมนุมตรงโน้น” เธอตั้งคำถามว่า “ตรงโน้น กับ ตรงนี้ อะไรคือความแตกต่าง” เนื่องจากไม่มีสิ่งกำหนดว่า พื้นที่ใดที่ผู้ชุมนุมจะใช้งานได้หรือไม่ได้ ทำให้สถานการณ์การเรื่องพื้นที่ชุมนุม ณ ขณะนั้น ขึ้นอยู่ที่การตีความของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ส่งผลต่อความไว้วางใจและสร้างความตึงเครียดระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม
.
🏛️ กำแพงทำเนียบรัฐบาลและระยะห่างของประชาชนกับนายกรัฐมนตรี
อีกสถานที่หนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกต่อหน้าผู้มีอำนาจอย่างนายกรัฐมนตรีได้ นั่นคือบริเวณ 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล บุศรินทร์ตั้งข้อสังเกตว่า ใจความหลัก คือ การที่ประชาชนต้องการพบและพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี แต่หลายครั้ง เจ้าหน้าที่มักใช้วิธีตีความกว้างเพื่อสั่งห้ามชุมนุม “เกินความจำเป็น” เช่น เมื่อผู้ชุมนุมไปแจ้งการชุมนุมว่า ต้องการจัดชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลในอีกประมาณห้าวันหลังจากนี้ ประมาณวันที่สาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะออกคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรทันที
.
“เขาอยากจะเรียกร้อง มันต้องอยู่ในพื้นที่ที่ผู้มีอำนาจจะมองเห็นและได้ยิน” บุศรินทร์กล่าว และให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การออกคำสั่งเช่นนี้ ขัดกับหลักสากลเรื่องเสรีภาพในการชุมนุม เพราะถือว่าเป็นความพยายามปิดกั้นการมองเห็นกันระหว่างประชาชนและนายกรัฐมนตรี อีกทั้งเธอยังกล่าวเสริมว่า “อยากจะยืนยันตรงนี้ว่า คำสั่ง 50 เมตรที่ตำรวจออกมา มันไม่ได้สัดส่วนกับความจำเป็นเรื่องความปลอดภัย”
.
⚖️ แนวรั้งหน่วงความมั่นคง: วิธีคิดแบบใหม่ภายใต้ปัญหากฎหมายชุมนุมแบบเดิม
แนวคิดการรั้งหน่วงความมั่นคง มาจากพ.ร.บ.ถวายความปลอดภัย 2560 บุศรินทร์อธิบายว่า เนื้อหาของพ.ร.บ.นี้ จะถูกนำมาอ้างอิงและใช้ร่วมกับ พ.ร.บ. ชุมนุม เมื่อพิจารณาจากเจตนาเดิมของกฎหมาย ที่เพียงแค่ต้องการไม่ให้พื้นที่ชุมนุมหรือผู้ชุมนุม กระทบกับเส้นทางพระราชดำเนินและครอบคลุมไปถึงขบวนเสด็จฯ จนกลายเป็นการขยายขอบเขตห้ามชุมนุม 
.
“การใช้กฎหมายเพื่อขยายพื้นที่ห้ามชุมนุม มันส่งกระทบต่อการชุมนุมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการชุมนุมของพี่น้องที่ต้องการออกมาเรียกร้อง มาคุยกับนายกฯ เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง”
.

ประมวลถอดบทเรียนปัญหาการบังคับใช้มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558


ประมวลการบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ต่อขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move)

“รัฐต้องย้อนกลับมาทบทวนว่า พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ฉบับนี้ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาไปแล้วกี่หมื่นกี่แสนราย มีกี่คนที่ถูกศาลตัดสินไปแล้ว และท้ายที่สุด กฎหมายนี้ให้ประโยชน์อะไรกับรัฐหรือประชาชนที่เดือดร้อนบ้างหรือไม่…

คนที่แจ้งการชุมนุมกลับถูกดำเนินคดีอาญา แต่คนที่ไม่แจ้งกลับถูกแค่ปรับ ถามว่านี่คือความยุติธรรมหรือไม่ รัฐต้องทบทวน”

จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) กล่าวในเวทีเสวนา “ประชาชนในกับดักเสรีภาพการแสดงออก” เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568

เขาเล่าว่า สาเหตุที่ประชาชนต้องออกมาชุมนุมกัน ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาที่รัฐเองเป็นผู้ก่อ ทั้งในด้านนโยบายและการจัดการที่ดิน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนบางส่วนถูกดำเนินคดีจากผลของนโยบายดังกล่าว บางเรื่องสามารถแก้ไขได้ในระดับจังหวัด แต่หลายปัญหาจำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลกลาง จึงจำเป็นต้องเดินทางมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องโดยตรง

จำนงค์เคยถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมถึง 8 คดีในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ที่ไม่คาดคิดคือ หลังการเลือกตั้งปี 2566 และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาเป็นพรรคเพื่อไทย เขากลับยังคงถูกดำเนินคดีอีกอย่างน้อย 9 คดี ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ หนึ่งในนั้นคือคดีการชุมนุมเนื่องในวันอยู่อาศัยโลก เดือนตุลาคม 2566 ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยระบุว่าการชุมนุมนั้นเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ

แม้จะมีการแจ้งชุมนุมตามขั้นตอนแล้ว การดำเนินคดีก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการลงพื้นที่รับฟังปัญหาของชาวบ้าน เพราะต้องเดินทางขึ้นศาลตามนัดพิจารณาคดี

“กลไกตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ควรจะมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือผูกมัดประชาชน” เขากล่าว

จำนงค์ยังสะท้อนปัญหาสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไว้ 3 ประเด็นหลัก

  1. ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการดำเนินคดี บางคดี คนที่ไม่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการชุมนุมโดยตรง เช่น คนขับรถเครื่องเสียง ยังถูกดำเนินคดีไปด้วย
  2. กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปาก แทนที่จะส่งเสริมการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ
  3. การแจ้งการชุมนุมไม่ได้ช่วยคุ้มครองผู้ชุมนุมจริง กลับกลายเป็นว่าผู้ที่แจ้ง กลับเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายมากกว่าผู้ไม่แจ้ง เพราะหากฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุม มีโทษหนักถึงขั้นจำคุก ในขณะที่ผู้ไม่แจ้ง ต้องรับเพียงโทษปรับเท่านั้น

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามว่า กฎหมายฉบับนี้ยังคงมีความชอบธรรมและความจำเป็นอยู่หรือไม่ ในเมื่อกลายเป็นกับดักที่ลิดรอนเสรีภาพของประชาชนมากกว่าจะปกป้องสิทธิของพวกเขา (ที่มาบทความ: https://www.facebook.com/share/1J151jJgcs/)


กลไกของสหประชาชาติต่อสถาานการณ์การบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558

การอภิปรายในเวที “10 ปี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ” ชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 แม้จะมีเป้าหมายในการบริหารจัดการการชุมนุม แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม

Crowd of protesters with signs and raised fists in city at dusk.

1. หลัก ICCPR (International Covenant on Civil and Political Rights)

หนึ่งในกลไกของสหประชาชาติที่มีความสำคัญมาก คือ ICCPR หรือ “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและต้องปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กติกานี้

  • สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ (Article 21): ICCPR รับรองสิทธิการชุมนุมโดยสงบว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
  • มาตรฐาน Sight and Sound: ICCPR ระบุว่าการชุมนุมควรเกิดขึ้นได้ในสถานที่ที่ “มองเห็นและได้ยิน” เจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่มีสิทธิห้ามไม่ให้ชุมนุมใกล้สถานที่ราชการหากการชุมนุมสงบ
  • การ จำกัดสิทธิ ต้องมีเหตุผลชัดเจน จำเป็นตามสัดส่วน และ ไม่เลือกปฏิบัติ

2. หลักการจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Committee)

  • กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การจำกัดสิทธิการชุมนุมจะทำได้ เฉพาะในกรณีที่มีภัยคุกคามจริงจัง และจะต้องแยกแยะ ผู้ก่อความไม่สงบรายบุคคล ออกจากผู้ชุมนุมทั้งหมด
  • เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ในการ “อำนวยความสะดวก” ให้การชุมนุมเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ขัดขวาง

3. หลักการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง

  • กลไก UN เน้นย้ำเรื่องสิทธิของ “เด็ก” ในพื้นที่ชุมนุม ว่าควรได้รับการคุ้มครองตาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)
  • รวมถึงสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ

4. กลไกรับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบ

  • กลไกของ UN เช่น Special Rapporteur (ผู้รายงานพิเศษด้านเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม) มีอำนาจในการตรวจสอบพฤติกรรมของรัฐและสามารถออกคำแนะนำหรือแถลงการณ์กรณีละเมิด
  • ประเทศไทยสามารถถูกจับตาและถูกแสดงความกังวลจากองค์กรระหว่างประเทศ หากบังคับใช้กฎหมายเกินกว่าเหตุหรือละเมิดสิทธิตามหลักสากล

กลไกของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ ICCPR เป็น “หลักประกัน” ว่าประชาชนมีสิทธิในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ รัฐมีหน้าที่ต้อง คุ้มครองและอำนวยความสะดวก มิใช่ขัดขวางหรือลงโทษ ทั้งนี้ การบังคับใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และกฎหมายอื่น ๆ ของไทยจะต้อง ไม่ขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำให้ไทยตกเป็นเป้าจับตามองในเวทีสากล