ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฟ้องหมิ่นประมาท ทิชา ณ นคร
นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ [25 มีนาคม 2568]
ศาลลงบัลลังก์เวลา 09:35 น. ณ ห้องพิจารณา 904
เนื้อความในคดี:
โจทก์เป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ในวัน ก่อนเกิดเหตุโจทก์หรือพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้แถลงการณ์ต่อหน้าสื่อว่าเยาวชนนักเคลื่อนไหวและเอ่ยชื่อต่อหน้าสื่อว่า “ถ้าเป็นลูกผมผมจะฆ่าทิ้ง” ซึ่งเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ ที่ได้กล่าวต่อว่าเยาวชนนักเคลื่อนไหวต่อหน้าสื่อ
จำเลยได้โพสต์ว่าในวันที่ 3 สิงหาคม 2566 และต่อว่าโจทก์เป็นบุคคลอันเถื่อนถ่อยไร้อารยะและหลังจากนั้นจำเลยได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า ให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิเด็กพร้อมกับทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบจริยธรรมของโจทก์ว่าเป็นการข่มขู่คุกคามเด็กด้วยคำพูดเพราะมีคำว่าจะฆ่าเด็กต่อหน้าสื่อซึ่งเป็นคำที่ไม่ปกติของผู้ใหญ่หรือบุพการีคนใดที่จะกล่าวต่อว่าติเตือนเด็กหรือลูกแบบนั้น
ศาลได้ให้คำวินิจฉัยว่าคำว่า “เถื่อน ถ่อย ไร้อารยะ..“ ตามที่จำเลยได้โพสต์นั้นเป็นการดูหมิ่นหรือไม่ ซึ่งคำว่าที่ตามพจนานุกรมราชบัญทิตยสถานนั้นหมายความว่าเลวทรามไม่มีอารยธรรมซึ่งการโพสต์ของจำเลยว่ากล่าวต่อโจทก์นั้นเป็นการหมิ่นประมาท ศาลจึงวินิจฉัยว่าเป็นหมิ่นประมาทตามมาตรา326 และโพสต์ผ่านโซเชียลมิเดีย ประกอบมาตรา328 และมาตรา393 แห่งประมวลกฎหมายอาญา กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษบทหนักสุด ตามมาตรา328
แต่อย่างไรก็ดี ศาลวินิจฉัยว่าการโพสต์แสดงความเห็นดังกล่าวของจำเลยนั้น มิได้มีจุดมุ่งหมายเฉพาะโจทก์แต่เพียงผู้เดียวเพราะถ้าหากมีผู้ใหญ่หรือบุคคลใดการกระทำเดียวแบบเดียวกันกับโจทก์จำเลยก็ย่อมวิจารณ์แสดงความคิดเห็นเป็นการเตือนเช่นเดียวกับโจทก์ที่กระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กและเยาวชนเช่นกัน
ศาลวินิจฉัยต่อไปว่าการโพสต์ดังกล่าวของจำเลยนั้นเป็นการติเตือนและจำเลยกระทำไปโดยสุจริต เนื่องจากจำเลยมีความเข้าใจต่อเด็กและเยาวชนมากกว่าคนทั่วไปเนื่องด้วยการทำงานเกี่ยวกับสิทธิเด็กและเยาวชนตลอดหลายปีที่ผ่านมาจึงมีความเข้าอกเข้าใจเด็กมากเป็นพิเศษ
อีกทั้งจำเลยได้มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเยาวชน และส่งหนังสือร้องเรียนไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ตรวจสอบจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งโจทก์ดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนั้น และเนื่องด้วยโจทก์มีการข่มขู่คุกคามเด็กต่อหน้าสื่อจริง อีกทั้งความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ให้ความเห็นว่าการที่จำเลยได้แสดงความคิดเห็นตามโพสต์นั้นเป็นการติเตือนโจทก์ที่เป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าเด็กและเยาวชน ทั้งการกระทำที่พูดว่าจะฆ่าเด็กต่อหน้าสื่อนั้นเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและเป็นการใช้คำพูดที่ละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชน
ดังนั้น การโพตส์วิจารณ์ของจำเลยต่อโจทก์ จึงเป็นการเข้าข้อยกเว้นโทษตามมาตรา 329(3) แห่งประมวลกฎหมายอาญา จำเลยติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งอื่นใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้โดยสุจริต ผู้นั้นไม่มีความผิดหมิ่นประมาท พิพากษายกฟ้อง

ทิชาได้ให้สัมภาษณ์หลังจากฟังคำพิพากษาว่า
“ส่วนตัวคิดว่าคำพิพากษาวันนี้ตระหนักถึงสิทธิเด็กว่ามีอยู่จริงในแผ่นดินนี้ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะน่ารักหรือไม่น่ารัก มีคนชอบมากหรือชอบน้อยหรืออาจคำรามบ้างในวันที่ไม่ปลอดภัย
การยกฟ้องจำเลยคือการยอมรับคุณค่าของเด็กที่จำเลยปกป้อง
ขอบคุณสายตาที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจในการมองเด็กๆ ของผู้พิพากษาในกรณีนี้ หวังว่าบรรทัดฐานนี้จะสถิตในกระบวนการยุติธรรมตลอดไป
สำหรับตัวเองส่งเสียงบอกเล่าผู้คนตลอดเวลาว่าไม่เสียใจที่เดินเข้ามาในกระบวนการยุติธรรม แม้ชีวิตจะยุ่งยากขึ้น แต่จะไม่ให้อภัยตัวเองแน่นอน ถ้าวางเฉยต่อความรุนแรงของบุคคลสาธารณะที่มีบทบาท ตำแหน่งและอำนาจต่อเด็กที่ไร้อำนาจ”
เกร็ดความรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวล กฎหมายอาญามาตรา 326 มีหลักว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ…”
มาตรา 328 มีหลักว่า “ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทําโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทําให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทําโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทําการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทําต้องระวางโทษ…”
มาตรา 329 (3) มีหลักว่า “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
… (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทํา…”
มาตรา 393 มีหลักว่า “ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษ…”
#SLAPP #ทิชา #หมิ่นประมาท
