ศาลเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณา คดีพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฟ้องทิชา ปมโพตส์ปกป้องนักกิจกรรมเยาวชน และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 มีนาคม2568 ที่ห้อง 904 เวลา 09:00น.

.

เมื่อวันที่ 11-12 มีนาคม 2568 คดีพล.ต.อ.เสรี พิศุทธ์ ฟ้องทิชา ณ นคร เป็นจำเลย ได้มีการสืบพยานระหว่างพยานฝ่ายโจทก์และพยานฝ่ายจำเลย และจำเลยได้ยืนยันในชั้นกระบวนพิจารณาว่าการวิจารณ์การกระทำของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นั้นเป็นไปเพราะเป็นคนที่ทำงานด้านสิทธิเด็ก รณรงค์เรื่องการยุติความรุนแรงในครอบครัว จึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อคำพูดของโจทก์ได้ จึงต้องออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำพูดของโจทก์ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าสิ่งที่โจทก์พูดนั้น ละเมิดสิทธิเด็กและขัดต่อจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่

.

โจทก์เน้นย้ำว่าคำพูดของเสรีพิศุทธ์ที่ออกสื่อนั้นเป็นการเตือนสติเยาวชน ไม่ได้มีเจตนาคุกคามแต่อย่างใด ขณะที่ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าคำพูดดังกล่าวมีลักษณะเป็นการข่มขู่และอาจละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก ทั้งนี้ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ส่งรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของโจทก์จากการร้องเรียนของจำเลยไปยังสภาผู้แทนราษฎรและพรรคเสรีรวมไทย แต่พยานโจทก์ไม่ยืนยันว่าพรรคเสรีรวมไทยมีการโต้แย้งหนังสือดังกล่าวหรือไม่

.

ทนายจำเลยพยายามชี้ให้เห็นว่าคดีนี้อาจเข้าข่าย SLAPP หรือการฟ้องปิดปากเพื่อปิดกั้นการวิจารณ์ทางการเมืองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 วรรคหนึ่งมีหลักว่า “ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลเองหรือมีพยานหลักฐานที่ศาลเรียกมาว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ให้ศาลยกฟ้อง และห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้นอีก…” แต่ผู้รับมอบฯฝ่ายโจทก์กล่าวว่าไม่ทราบประเด็นนี้

.

นอกจากนี้พยานโจทก์ มีการกล่าวถึงเยาวชนในกลุ่มทะลุวังว่ามีพฤติกรรมก้าวร้าว ชุมนุมประท้วงผิดกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการกระทำของเด็กเยาวชนนักกิจกรรมที่เรียกร้องเรื่องการแต่งกายและทรงผมนักเรียน ต่อมาศาลปกครองได้มีคำสั่งพิพากษาเพิกถอนกฎกระทรวงฯ ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียนซึ่งข้อเรียกร้องของเยาวชนนักกิจกรรมที่เรียกร้องนั้นมีน้ำหนักเพียงพอที่จะแสดงออกต่อการเรียกร้อง

.

[วันนี้] วันที่ 13 มีนาคม 2568 เวลา 09.31 น. ศาลลงนั่งบัลลังก์

.

การสืบพยานฝ่ายจำเลยซึ่งพยานเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นว่าคำพูดที่กล่าวว่าจะ “จะฆ่าคน” อาจเข้าเงื่อนไขผิดจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรข้อ 13 และข้อ 12 โดยเฉพาะการข่มขู่ประชาชนต่อหน้าสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม การโพสต์ของจำเลยมองว่าการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลสาธารณะซึ่งเป็น สส. หัวหน้าพรรคและอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติการวิจารณ์จากโพสต์เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตามสิทธิของประชาชน หากส.ส.ผู้นั้นต้องการตอบโต้ก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำรุนแรงที่อาจสร้างความเกลียดชังในสังคมด้วย โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงต่อเด็กเยาวชน

.

พยานฝ่ายจำเลยอีกปาก ซึ่งเป็นตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้ยืนยันว่า การแสดงความคิดเห็นของโจทก์ แม้ว่าจะไม่ได้มีเจตนาฆ่าจริง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะ คำพูดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน โดยแนะนำให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาความเหมาะสมของคำพูดของ ส.ส. และแนะนำให้ ส.ส. ใช้ความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ซึ่งจำเลยในคดีนี้ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 เกี่ยวกับคำให้สัมภาษณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ในฐานะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทยและเป็นหัวหน้าพรรค เสนอแถลงข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีข้อความกล่าวถึงเด็กหญิงนักกิจกรรมว่า “ถ้า..เป็นลูก ผมฆ่าทิ้งไปแล้ว” ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นการข่มขู่ คุกคามและสร้างความเกลียดชังต่อเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี

.

อีกทั้งยังเป็นการดูหมิ่นประชาชนในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์คือรัฐสภาต่อหน้าสื่อ จากการตรวจสอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งจากวิดีโอ สื่อออนไลน์ เอกสารและรายงานการประชุม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพบว่ากรณีโจทก์ในคดีนี้หรือพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 นั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

.

การกระทำดังกล่าวของโจทก์มีผลกระทบต่อสิทธิเด็กและขัดต่อหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กตามรัฐธรรมนูญ จึงมีมติให้ข้อเสนอแนะต่อพรรคเสรีรวมไทยให้มีมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพรรคเสรีรวมไทยและสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 247 (1)และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 มาตรา 26 (1)ประกอบมาตรา 36 ดังนี้

• ให้พรรคเสรีรวมไทยโดยกรรมการบริหารพรรคและควบคุมและกำกับดูแลให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคทำหน้าที่และให้ความเห็นต่อสาธารณะด้วยความระมัดระวัง โดยตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิและเสรีภาพของบุคคลอันเป็นหลักการสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะการแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การแสดงความคิดเห็นใดๆ ที่เกี่ยวกับเด็กต้องให้ความสำคัญและใช้ความระมัดระวังโดยคำนึงถึงหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็น ลำดับแรก และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจสร้างผลกระทบต่อสิทธิเด็กในอนาคตด้วย

.

การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและเสร็จสิ้นในวันนี้ ศาลได้กำหนดวันฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 มีนาคม 2568 เวลา 09:00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 904

#SLAPP#hrla#หมิ่นประมาท