สถานะของอุยกูร์ในประเทศไทยยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างว่าเป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้หลบหนีเข้าเมือง และยังคงถกกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างนี้ก็พบว่ามีข้อมูลในบทสนทนาหนึ่งน่าสนใจว่าการที่ไทยส่งอุยกูร์กลับประเทศจีนนั้นในฐานะที่อุยกูร์เป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ จึงอยากชวนมาทำความรู้จักกับ “ผู้ร้ายข้ามแดน” ว่าเป็นอย่างไร

.

ก่อนอื่นมารู้จักคำว่าผู้ร้ายข้ามแดนกันก่อนว่า “ผู้ร้ายข้ามแดน” คือ คนที่กระทำความผิดทางอาญาในประเทศหนึ่งประเทศใด แล้วหลบหนีออกจากประเทศที่ตนเองได้กระทำความผิด ซึ่งทำให้กฎหมายของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถเอาผิดหรือลงโทษได้

.

ในทางระหว่างประเทศจึงมีกลไกหนึ่งที่เรียกว่า “สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน” เพื่อเป็นหลักประกันให้กับประเทศคู่สัญญาว่าหากมีบุคคลดังกล่าวทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันส่งตัวกลับไปให้ประเทศที่ร้องขอ

.

กรณีที่ไม่มีสิทธิสัญญากันก็สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ทั้งนี้เพื่อความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศหรือเพื่อปฎิบัติตามหลักการต่างตอบแทนก็ได้

.

กลับมาประเด็นอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปที่ประเทศจีน

.

หากมีข้อมูลว่าอุยกูร์เป็นผู้ร้ายตามหมายจับของประเทศจีนจริงประเทศไทยจะดำเนินการอย่างไร ในข้อเท็จจริงที่ประเทศไทยมีอนุสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศจีนซึ่งบังคับใช้มาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2542

.

การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะเริ่มต้นเมื่อมีการร้องขอจากประเทศจีนให้ประเทศไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับประเทศจีนและประเทศไทยต้องดำเนินการตามกฎหมายไทย คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยส่งผู้ร้ายข้ามแดน กล่าวคือ

.

1. ประเทศจีนต้องส่งคำร้องขอผ่านกลไกทางการฑูตผ่านกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยเพื่อให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดำเนินคดี/รับโทษในประเทสจีน ทั้งนี้ต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ที่ถูกร้องขอนั้นมีข้อกล่าวหา/โทษที่จะต้องรับ เช่น หมายจับ คำพิพากษาศาลที่พิพากษาให้ลงโทษ เป็นต้น

.

2. เมื่อกระทรวงการต่างประเทศได้รับคำร้องขอเป็นหนังสือแล้ว หากมีความเห็นสมควรดำเนินการตามคำร้องขอนั้นจะต้องทำหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อศาล

.

3. พนักงานอัยการ มีอำนาจพิจารณาอันเป็นที่สุดว่าจะยื่นคำร้องตามหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ หากไม่เห็นควรก็เป็นอันยุติ ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ว่ามีกรณีที่พนักงานอัยการเห็นแย้ง มีแต่จะเห็นพ้องและยื่นคำร้องไปที่ศาล

.

4. เมื่อศาลได้รับคำร้องไว้แล้วจะนัดหมายให้มีการไต่สวนคำร้องว่ามีเหตุที่จะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ผู้ถูกร้องมีสิทธิยื่นคำคัดค้าน อัยการฝ่ายผู้ร้องและตัวผู้ถูกร้องสามารถนำเสนอพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล พยานผู้เชี่ยวชาญ หลักฐานต่างๆนำสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อสนับสนุนคำร้องและคำคัดค้านของฝ่ายตนเองได้

.

5. ศาลมีคำสั่งและคู่ความทั้งสองฝ่ายมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ฎีกาคำสั่งต่อไป

.

6. หลังจากที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ขังบุคคลซึ่งถูกร้องขอให้ส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนและรัฐบาลไทยพิจารณาให้ส่งบุคคลนั้นเป็นผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว การส่งมอบตัวบุคคลซึ่งถูกร้องขอ…จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายในเก้าสิบวัน…”

.

นั่นหมายความว่าแม้ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ขังผู้ถูกร้องเพื่อส่งข้ามแดน แต่ยังเป็นเรื่องหรือหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่จะต้องพิจารณาต่อไปตามบทบัญญัติมาตรา 9 พรบ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมทั้งหลักกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องว่าจะให้ส่งผู้ถูกร้องเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ซึ่งทางรัฐบาลไทยที่เป็นฝ่ายบริหารอาจพิจารณาไม่ส่งหรือให้ส่งผู้ถูกร้องเป็นผู้ร้ายข้ามแดนก็ได้

.

ซึ่งจากภาพข่าวการส่งกลับอุยกูร์นั้นไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีการส่งอุยกูร์กลับตามขั้นตอนข้างต้น จึงเป็นไปได้ว่าอุยกูร์ไม่ใช่ผู้ร้ายข้ามแดน และหากใช่ประเทศไทยก็ส่งกลับโดยผิดกฎหมายของตัวเองอยู่

.

อย่างไรก็ดี จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า พรบ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้ด้วยตัวมันเองที่สมบูรณ์ หากแต่จะต้องพิจารณากฎหมายอื่นประกอบเพื่อไม่ให้เข้าข่ายการต้องห้ามตามกฎหมายไทยด้วย

.

กฎหมายอะไรบ้างที่รัฐพึงพิจารณา?

.

ในเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยเฉพาะการส่งกลับ “ผู้ลี้ภัย” คือ มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย บัญญัติว่า “ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย”

.

ซึ่ง พรบ.นี้อนุวัติมาจากอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT)และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced disappearance : CED)

.

ดังนั้น การละเมิดมาตรา 13 ตามพรบ.นี้ก็จะเท่ากับละเมิดอนุสัญญาสองฉบับที่ไทยอนุวัตินั้นด้วย และยิ่งต้องยืนยันว่าประเทศไทยไม่สามารถเพิกเฉยว่าเมื่อส่งผู้ลี้ภัยในฐานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังประเทศผู้ร้องขอแล้วประเทศไทยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

.

เนื่องจากเหตุการณ์หลังจากนั้นจะเป็นพยานหลักฐานว่าประเทศไทยละเมิดมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ละเมิด CED CAT หรือไม่

.

หากมีเหตุการณ์แห่งการละเมิดต่อกฎหมายและอนุสัญญาดังกล่าวจริงรัฐบาลไทยจะปัดความรับผิดชอบในทางระหว่างประเทศไม่ได้อย่างแน่นอน ผู้แทนไทยที่นั่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจะรู้สึกร้อนอาสน์บ้างหรือยังก็ไม่อาจทราบ

บทความจาก คอรีเยาะ มานุแช สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

#hrla#อุยกูร์#ชาวอุยกูร์