“อุยกูร์เป็นคนหลบหนีเข้าเมืองและยูเอ็นไม่ได้รับรองสถานะการเป็นผู้ลี้ภัยรัฐบาลไทยส่งกลับก็ถูกต้องแล้ว”
.
ประโยคทำนองนี้กำลังเป็นประเด็นแลกเปลี่ยนกันในสังคมอย่างกว้างขวางสืบเนื่องจากการส่งกลับชาวอุยกูร์ให้ประเทศจีนของรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตามมาด้วยประโยคที่ค่อนข้างน่าสนใจว่า “หากไม่เห็นด้วยเรื่องส่งอุยกูร์ให้จีนก็ให้เอาอุยกูร์ไปเลี้ยงที่บ้าน”
.
ประเทศไทยมีทางเลือกในการปฏิบัติโดยที่ไม่ต้องส่งพวกเขากลับให้จีนและไม่ต้องมีคนไทยคนไหนเอาอุยกูร์ไปเลี้ยงที่บ้านเลยสักคนได้ แต่ก่อนจะถกเถียงกันตามประเด็นข้างต้น อาจจะต้องตอบคำถามเบื้องต้นเสียก่อนว่า ผู้ลี้ภัยคือใคร
.
เชื่อว่ายังมีคนสับสนอยู่มากว่าคนหลบหนีเข้าเมืองกับผู้ลี้ภัยแตกต่างกันอย่างไร ต้องบอกก่อนว่าแม้ประเทศไทยจะไม่ได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยแต่นิยามของคำว่าผู้ลี้ภัยนั้นเป็นหลักสากลที่ประเทศไทยไม่สามารถปฎิเสธด้วยเหตุแห่งการไม่รับรองอนุสัญญาดังกล่าวได้
.
ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้ลี้ภัย คือ บุคคลที่จำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวอันมีมูลว่าจะถูกประหัตประหาร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง หรือการเป็นสมาชิกในกลุ่มสังคมเฉพาะ
.
ส่วนคนหลบหนีเข้าเมืองนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองของไทย ที่กำหนดให้คนที่ไม่ใช่คนไทยหากเข้ามาในประเทศไทยต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง หากไม่ผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนการเดินทาง หรือมีแต่ไม่ได้รับการตรวจลงตรา(วีซ่า)
.
สาเหตุการลักลอบเข้าเมืองด้วยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การหลบหนีจากภัยประหัตประหาร ก็จะมีความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือหลบหนีเข้าเมือง
.
จะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้ลี้ภัย ใครเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ?
.
คำตอบคือ ต้องดำเนินการคัดกรองว่าบุคคลใดเป็นผู้ลี้ภัยหรือบุคคลใดเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ด้วยเครื่องมือทางกฎหมายที่ประเทศไทยมีอย่างน้อย 2 เครื่องมือ คือ
.
1.กลไกระหว่างประเทศที่ประเทศไทยให้ความร่วมมือมาโดยตลอด คือ สำนักข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยผู้ลี้ภัย (UNHCR) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชียในประเทศไทยทำหน้าที่คัดกรองผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้แสวงหาที่พักพิงว่าเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่หากผ่านการคัดกรองตามระเบียบที่กำหนดก็จะได้บัตรประจำตัวผู้ลี้ภัย
.
อย่างไรก็ดีบัตรประจำตัวนี้ผู้ลี้ภัยนี้ประเทศไทยไม่คุ้มครอง นั่นแปลว่า แม้มีบัตรประจำตัวผู้ลี้ภัยจาก UNHCR หากประสบพบหน้ากับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานฝ่ายปกครองไม่ว่าจะด้วยเหตุบังเอิญหรือตั้งใจล๊อกเป้าหมายด้วยการเข้าตรวจค้นสถานที่พำนักใดๆก็จะถูกจับไปดำเนินคดีฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย/อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด( Over stay)
.
ง่าย ๆ คือ บัตรผู้ลี้ภัยไม่สามารถช่วยอะไรในสถานการณ์นี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะสูญเปล่าเสียทีเดียว หากมีบัตรประจำตัวผู้ลี้ภัยจะเป็นเงื่อนไขให้สามารถขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้น ตม. เพื่อรอการส่งกลับได้ (ตามมาตรา 54 พรบ.คนเข้าเมือง ด้วยเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ คือ วางเงิน 50,000 บาท และต้องมีนายประกัน) ประกันตัวแล้วก็จะได้ออกมาอยู่ข้างนอกและต้องมารายงานตัวตามกำหนด ทั้งนี้จนกว่าจะถูกถอนประกันตามที่ ตม.เห็นสมควร
.
2. ประเทศไทยมีเครื่องมือของตัวเองที่จะคัดกรองว่าใครเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ใครเป็นผู้ลี้ภัย
.
เรียกว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ ( NSM) ออกมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว หากคัดกรองแล้วพบว่าบุคคลใดที่ไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ประเทศก็ต้องคุ้มครองโดยการให้สถานะการอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
.
เท่าที่ทราบยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ 48 คน นั้นได้ผ่านขั้นตอนของ UNHCR หรือ NSM ไม่ผ่านการคัดกรองของ UNHCR อาจจะพอเข้าใจได้อยู่ว่าเนื่องจากชาวอุยกูร์ถูกกักตัวมาตลอดกว่า 10 ปี ไม่แน่ใจว่า ตม. และ UNHCR มีระเบียบปฎิบัติเพื่อคัดกรองบุคคลที่อยู่ในห้องกักอย่างไร
.
กรณีที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว คำถามคือ ประเทศไทยมีเครื่องมือของตัวเองคือ NSM เหตุใดไม่ใช้เครื่องมือนั้นกับบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐไทยเอง หากคัดกรองแล้วพบว่าไม่ใช่บุคคลที่ไทยต้องให้การคุ้มครองก็จะเป็นเหตุผลให้ไทยดำเนินการผลักดันกลับภูมิลำเนา
.
อย่างไรก็ดี การไม่คัดกรองหรือการไม่มีบัตร UNHCR ก็ยังไม่อาจจะเรียกว่าอุยกูร์เป็นเพียงคนหลบหนีเข้าเมืองได้ แต่มีหลักฐานในทางระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนว่าว่าชาวอุยกูร์ได้รับการปฏิบัติอย่างโหดร้ายในประเทศจีนทำให้จำเป็นต้องจำเป็นต้องทิ้งประเทศบ้านเกิดของตนเอง เนื่องจากความหวาดกลัวว่าจะถูกประหัตประหาร และหากรัฐบาลไทยเชื่อว่าอุยกูร์ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยเหตุใดไม่ประสานส่งตัวกลับในช่วงแรกที่มีการจับกุมเมื่อ 10 ปีก่อน จึงเกิดคำถามขึ้นว่า เหตุใดกักไว้นานเป็นทศวรรษ?
.
หากประเทศไทยเลือกที่จะไม่กักตัวชาวอุยกูร์และไม่ส่งกลับไปจีน ยังมีทางเลือกอื่นอยู่หรือไม่?
.
ตามคำตอบของนายกรัฐมนตรีในช่วงตอบคำถามนักข่าวเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า “มีคำตอบแน่นอนแต่ไม่รู้จะถูกใจหรือเปล่า” คำตอบนั้นคือ การใช้มาตรา 54 พรบ.คนเข้าเมืองปล่อยตัวชาวอุยกูร์ชั่วคราวในขณะที่รอการส่งกลับ และในระหว่างรอ ใช้มาตรา 17 พรบ.คนเข้าเมืองผ่อนผันให้พวกเขาทำงานได้ เหมือนกับที่ประเทศไทยผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมายขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตทำงานในงานที่ไม่ใช่งานห้าม ทำให้ไม่ต้องให้คนไทยมาดูแลหรือรับเลี้ยงชาวอุยกูร์อีกต่อไป
.
ประเทศไทยไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายของตนเอง แต่กลับเลือกส่งชาวอุยกูร์กลับจีนตามคำร้องขอของจีน โดยอ้างว่าชาวอุยกูร์ 48 คนดังกล่าว “สมัครใจ” เดินทางกลับ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริง ๆ แล้วเป็นสมัครใจหรือไม่ แต่ที่เห็นชัดคือ มีการเร่งขนอุยกูร์ไปยังสนามบินในยามวิกาลเพื่อส่งกลับโดยใช้สายการบินเฉพาะกิจที่จีนจัดให้
.
การส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่พวกเขาได้หนีมาจากเหตุการณ์ที่มีมูลว่าเป็นภัยประหัตประหารจากเชื้อชาติ ทำให้เกิดความสงสัยในภาพลักษณ์ที่จีนพยายามประโคมว่า ชาวอุยกูร์ได้รับการดูแลจากครอบครัวและได้รับการรับรองความปลอดภัยจากรัฐบาลจีนนั้น เนื่องจากมีข้อมูลว่าครอบครัวของพวกเขาส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปยังประเทศอื่นแล้ว
.
นั่นเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าการกระทำของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายของตนเองในหลายประการ อาทิ
.
1. ไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ ( NSM) พ.ศ 2562

2. ละเมิด มาตรา 13 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

3. ละเมิดอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT)

4. ละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced disappearance : CED)
.
แม้ประเทศไทยจะได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ปี 2568–2570) ซึ่งเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติและเป็นก้าวแรกที่ดีในการเป็นร่วมเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนสังคมโลกที่เคารพสิทธิมนุษยชน แต่เหตุการณ์นี้กลับทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งในสายตาของ UN, EU, อเมริกา และประเทศอื่น ๆ ที่ส่งเสียงประนามกันระงม

บทความจาก คอรีเยาะ มานุแช สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

#hrla #อุยกูร์ #ชาวอุยกูร์