เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าเสียดาย หลังจากที่ สภาผู้แทนราษฎร ได้โหวตคว่ำมาตรา 27 ที่เกี่ยวกับหลักการ “พื้นที่คุ้มครองชาติพันธุ์” ภายใต้หมวด 5 ใน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ…. หรือ ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ร่างพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ฯ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์
.
ภายใต้ หมวด 5 ที่ระบุถึง การคุ้มครองวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ มี มาตรา 27-32 โดยเฉพาะมาตรา 27
มีหลักว่า:
.
“เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีบนฐานเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม และการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนตามภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ คณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์
.
ก่อนการประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ชุมชนทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อจัดทำแผนแม่บทและแผนที่แสดงพื้นที่การจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและศูนย์มีหน้าที่สนับสนุนชุมชนในการดำเนินการดังกล่าว และต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบของคณะกรรมการ
.
…แผนแม่บทและแผนที่ ที่จัดทำขึ้นตามความตกลงตาววรรคสองต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้โดยไม่ต้องนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับแก่พื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขอนามัยเมื่อดำเนินการตามวรรคสองเสร็จแล้ว ให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเสนอแผนแม่บทและแผนที่…ที่ได้จัดทำขึ้นตามความตกลงกับหน่วยงานของรัฐต่อคณะกรรมการเพื่อประกอบการพิจารณาประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามวรรคหนึ่งต่อไป ”
.
.
มีสาระสำคัญที่ระบุถึง การแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ และ ยังคงมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายประกาศที่ดินของรัฐ รวมถึงกฎหมายป่าไม้ อุทยาน เขตป่าสงวน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า แต่กฎหมายที่กล่าวมานี้ กลับไม่ได้มีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ด้วย และยังคงมีประชาชนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อนจะมีการประกาศใช้กฎหมาย แต่ก็ยังโดนริดรอนสิทธิเสรีภาพ ทั้งๆที่หลายคนก็ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน ไม่ได้เข้าใจโดยธรรมชาติได้ว่าผืนดินส่วนไหนถูกจัดเป็นที่ดินตามกฎหมายใด และ ไม่ได้มีเจตนาบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
.
มาตรา 27 ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนดั้งเดิม ซึ่งได้รับผลกระทบจากกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินของรัฐ เช่น กฎหมายป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ปัจจุบัน กฎหมายเหล่านี้ทำให้ประชาชนชาวชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อนนั้นถูกจำกัดสิทธิในการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิม
.
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของมาตรา 27 วรรคสาม ยังไม่ให้สิทธิกับคนชาติพันธุ์ในพื้นที่คุ้มครองโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดให้ชุมชนต้องทำข้อตกลงกับหน่วยงานรัฐก่อน หากพื้นที่นั้นอยู่ในเขตอุทยานหรือป่าสงวน การอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกัน และหากมีการละเมิดข้อตกลง รัฐสามารถเพิกถอนการอนุญาตและใช้กฎหมายเดิมบังคับได้ตามปกติ
.
หมายความว่า ชุมชนไม่มีสิทธิตัดสินใจเองทั้งหมดอยู่แล้วว่าต้องการใช้ชีวิตอย่างไร และต้องการได้รับการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายฉบับใด แต่ “พื้นที่คุ้มครอง” แต่ละแห่งจะมีการกำกับดูแลอย่างไรบ้างจะต้องผ่านการทำข้อตกลงร่วมกันกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจในพื้นที่นั้นๆ ก่อน หากพื้นที่นั้นอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหรือป่าสงวน ชุมชนต้องเจรจากับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่เพื่อกำหนดเงื่อนไขร่วมกัน
.
เนื้อหาของมาตรา 27 ส่วนที่ที่ระบุว่า “ไม่ให้นำกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้” ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกกฎหมายเดิม กฎหมายทุกฉบับจะยังมีผลบังคับใช้อยู่ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย แต่เป็นเพียงการอนุญาตให้ชุมชนสามารถอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าได้ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกันเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เพื่อลดปัญหาการจับกุมดำเนินคดีและเอาตัวคนชาติพันธุ์ไปเข้าเรือนจำ หากชุมชนฝ่าฝืนข้อตกลง รัฐมีสิทธิยกเลิกการอนุญาตและกลับไปบังคับใช้กฎหมายได้ตามปกติ ยังสามารถคุ้มครองและรักษาพื้นที่ป่าจากการถูกทำลายได้เช่นเดิม
.
หลังจากที่มีการโหวตคว่ำมาตรา 27 ของร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ตามเสียงคณะกรรมาธิการข้างน้อย เครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมด้วยกลุ่มพีมูฟ จัดตั้งการชุนนุมหน้าอาคารรัฐสภา ประณามและแสดงความผิดหวังต่อผลลัพท์ดังกล่าว
.
แม้ว่า ร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ จะผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาหลายปี ตั้งแต่เริ่มได้รับการผลักดันในปี 2561 ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในปี 2564 สภาชนเผ่าพื้นเมืองได้รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างพ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมือง ขณะที่พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) ได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ร่างกฎหมายที่ให้การรับรองสิทธิและจะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนชนเผ่าพื้นเมือง ให้สามารถดำรงชีวิตและรักษาวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองบนดินแดนหรือพื้นที่ๆอยู่กันมาหลายรุ่น ในประเทศที่จริงๆแล้วมีความเป็นพหุวัฒนธรรม ยังคงต้องรอคอยการผลักดันต่อไป
.
#พรบชาติพันธุ์ #สนส #สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

