แถลงการณ์
ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยุติการดำเนินคดีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

จากข่าวที่พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ออกหมายเรียก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีอาญาที่ 691/2558 เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยฝ่ายกฎหมายได้แจ้งความกล่าวหาว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ร่วมกันทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม อันเป็นความผิดตามมาตรา 116 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และสั่งให้นายธนาธรไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวในวันที่ 6 เมษายน 2562

นอกจากนั้นยังปรากฎเป็นข่าวว่า คสช. ยังได้มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมาย แจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (กก.3 บก.ปอท) เพื่อเอาผิดกับเจ้าของเว็ปไซต์ http://futureforwardparty.org/ และหรือผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกหมายเรียก นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้ไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในฐานะพยานเพราะเหตุ “ เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ยุบพรรคไทยรักษาชาติและได้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่เว็ปไซต์ http://futureforwardparty.org/”

การดำเนินคดีกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เกิดขึ้นหลังจากที่บุคคลทั้งสองได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ที่ได้แสดงจุดยืน ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ คสช. และได้ประกาศนโยบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ให้เป็นประชาธิปไตย และปฏิรูปกองทัพ ซึ่งเป็นจุดยืนและนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งกรณีที่หลังการเลือกตั้งบุคคลทั้งสองได้ตั้งข้อสงสัยต่อการทำงานของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) หลายประการ และได้ประกาศว่าจะเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของ กกต. โดยมีการสื่อสารทางออนไลน์และมีผู้ติดตามและสนับสนุนเป็นจำนวนมากนั้น

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนนี้ มีความเห็นว่า

1. การประกาศจุดยืนทางการเมืองของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล นั้นเป็นการดำเนินการโดยสงบ โดยมิได้ยุยงหรือสนับสนุนให้เกิดความรุนแรง จึงย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรม
ในสังคมประชาธิปไตยที่พึงกระทำได้ ทั้งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ที่กำหนดว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ข้อ 19 และกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อบทที่ 19 ที่รัฐไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม
ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช. ยอมรับและเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ การสื่อสาร และตรวจสอบรัฐบาลดังกล่าว

2. การที่ คชส. ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล และบุคคลอื่นๆอีกหลายกรณี นอกจากอาจทำให้สังคมและนานาชาติเข้าใจไปได้ว่า คสช. กำลังใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยแล้ว อาจทำให้เข้าใจไปได้ว่า คสช. กำลังใช้การดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้ง ข่มขู่ คุกคาม (Judicial Harassment) ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูทางการเมืองของตน
ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช. ยุติการดำเนินการดังกล่าว

3. พวกเราเข้าใจและเห็นใจในความอึดอัดของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมภายใต้การปกครองโดย คสช. โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน
ดังนั้น จึงขอให้กำลังใจพนักงานสอบสวนให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ เป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจบงการของคนกลุ่มใด รวมทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติและผู้บริหารบางคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขอให้พนักงานสอบสอบใช้กฎหมายเพื่อผดุงความยุติธรรมและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของบุคคลกลุ่มใดที่มุ่งใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อร่วมกันฟื้นฟูกู้สถานะอันเสื่อมถอยของกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา

ด้วยความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) แถลงมา ณ วันที่ 5 เมษายน 2562 กรุงเทพมหานคร