
แด่ผู้ไม่ยอมเงียบ แนวทางรับมือการฟ้องปิดปาก (SLAPP) สำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม
Guidelines for Addressing Strategic Lawsuits Against Public Participation (SLAPP) for Environmental Human Rights Defenders
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะมีฐานะหรือตําแหน่งใด
ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป นักวิชาการ นักกิจกรรม หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ล้วนมี
บทบาทสําคัญในการปกป้องสิทธิมนุษยชน สิทธิของชุมชน และการต่อสู้เพื่อความ
ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม พวกเขามักเผชิญกับอุปสรรคและการคุกคาม
ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การข่มขู่ถึงชีวิตและการฟ้องร้องทางกฎหมาย โดยเฉพาะ
การถูกฟ้องคดีในลักษณะที่เรียกว่า “การฟ้องคดีปิดปาก” หรือ SLAPP
การฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public
Participation) คือการดําเนินคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเด็น
สาธารณะ รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม การฟ้อคดีลักษณะนี้ผู้ฟ้องมักไม่ได้มุ่งหวังที่จะ
ชนะคดีในศาล แต่ต้องการสร้างภาระและแรงกดดันให้กับผู้ถูกฟ้อง เพื่อให้ผู้ถูกฟ้อง
เสียเวลา ทรัพยากร และกําลังใจ จนยอมยุติการเคลื่อนไหวหรือการแสดงความออก
ในที่สุด
การฟ้องคดี SLAPP ในประเทศไทย เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว
และยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องจนปัจจุบัน รายงานของสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ที่เผยแพร่เมื่อปี2562 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2562 มีคดี SLAPP ในประเทศ
ไทยมากกว่า 200 คดี โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนให้
เห็นถึงความเปราะบางของสิทธิในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในประเด็นดังกล่าว
การฟ้องคดี SLAPP ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคนที่ถูกฟ้องเท่านั้น แต่ยังส่งผล
กระทบต่อสังคมโดยรวม เพราะได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ทําให้
ประชาชนคนอื่น ๆ ไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นหรือเคลื่อนไหวในประเด็น
สาธารณะ เพราะเกรงว่าจะถูกฟ้องคดีตามไปด้วย
ท่ามกลางการคุกคามด้วยการฟ้องคดี SLAPP ดังกล่าว การเตรียมพร้อม
รับมือกับการถูกฟ้องคดี จึงมีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
และบุคคลที่สนใจเข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) จึงได้จัดทําคู่มือฉบับนี้ขึ้น เพื่อให้ความรู้
พื้นฐานเกี่ยวกับ SLAPP ตลอดจนแนะนําแนวทางในการป้องกันและรับมือจากการ
ถูกฟ้องคดีSLAPP อย่างไรก็ตาม คู่มือนี้ไม่ใช่คําแนะนําทางกฎหมายโดยตรง ผู้อ่าน
จึงควรปรึกษาทนายความเมื่อเผชิญกับคดีจริง
สนส. หวังว่าคู่มือฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สําหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ด้านสิ่งแวดล้อมและประชาชนทั่วไปที่สนใจ ในการเรียนรู้เพื่อปกป้องตนเองและ
ผู้อื่นจากภัยคุกคามของคดี SLAPP และช่วยส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกและ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกป้องสิ่งแวดล้อมในวงกว้างต่อไป
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ตุลาคม 2567
จาก “ผู้พิทักษ์แห่งเสรีชน” ถึง “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน”
ตอนที่ผมได้รับการติดต่อจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ให้เขียนบทความนี้ เพื่อที่จะเสริมสร้างพลังให้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ที่กำลังลุกขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรมบางอย่าง เพื่อปกป้องผู้คนที่ตนรัก ปกป้องผู้คนที่เป็นมิตรสหาย ปกป้องผู้คนที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน หรือปกป้องสังคมโดยรวมจากการกระทำบางอย่างของบุคคล กลุ่มบุคคล ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะพรากเอาอะไรบางอย่างที่มีคุณค่าและมีความหมายไปจากพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์โดยตรงจากสิ่งนั้น หรือผลประโยชน์ทางอ้อมก็ตาม และไม่ว่าการกระทำเหล่านั้น จะอ้างกฎหมาย อ้างผลประโยชน์ หรืออ้างสิ่งใดก็ตาม หากแต่การกระทำนั้นขัดแย้งหรือทำลายหลักการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติอย่างเสมอภาค เท่าเทียมและ เป็นธรรม ย่อมเป็นการทำลายความสัมพันธ์ที่ดีที่ควรเป็นระหว่างมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ ภายใต้ข้อตกลงของเราในนาม “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”
วันที่ผมเขียนบทความนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยสองเหตุการณ์ คือ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และ 14 ตุลาคม 2516 ผมคงไม่ต้องเล่าว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในวันสำคัญสองวันนี้ เพราะสังคมไทยพูดถึงทั้งสองเหตุการณ์มากแล้ว แต่ผมอยากจะพูดถึงสองเหตุการณ์นี้ในมิติมุมมอง ด้านสิทธิมนุษยชนที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงมากนัก ในมุมมองของผม สองเหตุการณ์นี้ได้สร้างจิตสำนึกใหม่ให้ประชาชนทั่วทั้งสังคมอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จิตสำนึกนั้นคืออะไร ผมคิดว่าคือ จิตสำนึกของการเสียสละตัวตนเพื่อส่วนรวม จิตสำนึกของ การคิดถึงผู้อื่นก่อนตัวเอง จิตสำนึกของการก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตัวไปสู่ผลประโยชน์ส่วนรวม จิตสำนึกนี้คือจิตสำนึกพื้นฐานของสังคมในห้วงเวลานั้น และยังคงมีพลังส่งต่อมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน
ในสมัยนั้น พวกเขาถูกเรียกขานด้วยชื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “นิสิตนักศึกษาปัญญาชน” “ผู้นำชาวนา” “ผู้นำกรรมกร” “ขบวนการนักศึกษา” “ขบวนการชาวนาชาวไร่” “ขบวนการแรงงาน” ฯลฯ ซึ่งมีความหมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคลองค์กร ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องผลประโยชน์ของคน ส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบ เรียกร้องสังคมที่เสมอภาคเท่าเทียม และที่สำคัญคือ การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ผู้คนเหล่านั้น ผมขอเรียกพวกเขาว่า “ผู้พิทักษ์เสรีชน” การต่อสู้ของพวกเขาหลายปีใน “เมือง” และหลายปีใน “ป่า” ที่เรียกขานว่า “สงครามประชาชน” บาดแผลของความพ่ายแพ้และการสูญเสีย ตกสะเก็ดและตกผลึกมาจนถึงปัจจุบัน จนยากที่จะสะสาง สิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ยังคงทิ้งร่องรอยให้เราได้หวนรำลึกถึงด้วยหลากหลายความรู้สึก เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบที่แน่นอนชัดเจนได้ว่า การต่อสู้ของพวกเขา มีคุณค่าต่อสังคมไทยหรือไม่ แค่ไหน มันสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใดในสังคมนี้บ้าง ผมขอทิ้งไว้ให้ทุกคนขบคิดด้วยตนเอง
“ผู้พิทักษ์เสรีชน” ความจริงผมอยากเรียกพวกเขาว่า “ผู้ปลดแอกเสรีชน” มากกว่า แต่คำว่า “ปลดแอก” อาจดูเป็นคำเก่าที่มีความหมายในแง่มุมของ การ “ปฏิวัติ” มากไป (หรือที่หลายคนชอบใช้คำว่า “สุดโต่ง”) ที่ผมเรียกเช่นนั้น เพราะผมคิดว่าในสมัยนั้น พวกเขาเป็น “เสรีชน” และเรียกร้องความเป็น “เสรีชน” ให้กับประชาชนในสังคมในทุกด้าน ทุกมิติ ปลดปล่อยประชาชนจากอำนาจรัฐ เผด็จการทั้งหลายทั้งปวง รวมไปถึงการปลดปล่อยผู้คนจากอำนาจของชนชั้นสูง ในสังคมที่เอารัดเอาเปรียบตลอดมา (ทั้งนายทุน ขุนศึก ศักดินา)
จาก “ผู้พิทักษ์เสรีชน” ในวันนั้นจนถึง “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ในวันนี้ แม้บริบทของสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างมาก แต่จิตสำนึกของการพิทักษ์ปกป้องยังอยู่ มันถูกปลูกฝังลงในจิตสำนึกของพวกเราแล้ว เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย มีแต่จะงอกงามเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ความพ่ายแพ้ในอดีตของพวกเขา เป็นบทเรียนสำคัญให้เราได้กลับไปเรียนรู้ ได้ซึมซับและรับพลังที่หลงเหลืออยู่ในห้วงเวลาของประวัติ ศาสตร์ของประชาชน ความพ่ายแพ้ในวันนั้น กำลังเติบโตเป็น “ต้นไม้แห่งชัยชนะ” ในวันนี้ และจะออก “ดอกผล” ในวันข้างหน้า สัจจะที่พวกเขาให้กับเพื่อนพ้องน้องพี่ผู้จากไป ศรัทธาที่ให้ไว้กับแผ่นดินแห่งรัฐประชาชาติที่พวกเขาปรารถนา ดินแดนแห่งเสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพที่เขาใฝ่ฝัน มันกำลังผลิดอกเบ่งบานในห้วงเวลานี้ แม้จะต้องเจอกับพายุแห่งความหวาดกลัวของชนชั้นอำนาจเก่าที่กำลังอ่อนแรงด้วยความเสื่อมศรัทธาของมหาชนก็ตาม
การต่อสู้ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในวันนี้คือการสืบทอดเจตนารมณ์แห่งผู้พิทักษ์เสรีชนที่ปูอิฐก้อนแรก ๆ เป็นทางให้เราก้าวเดินมาจนถึงปัจจุบัน เปิดทางให้เราได้เชื่อมเอาโลกสากลแห่งความเป็นมนุษย์และหลักการสิทธิมนุษยชนมาเป็นฐานความชอบธรรมรองรับปฏิบัติการของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ข้ามพ้นอุดมการณ์ทางการเมือง หรือแม้แต่กฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน สติปัญญาของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงมุ่งไปสู่ความเป็นนักมนุษย์นิยมสากลที่มุ่งส่งเสริมคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้เป็นคุณค่าสูงสุด และเป็นอุดมคติและอุดมการณ์ในเวลาเดียวกัน
จนกว่า มนุษย์จะข้ามพ้น “ชนชั้น” และสร้างความ “เสมอภาค”
จนกว่า มนุษย์จะหยุด “สงคราม” และ “การเข่นฆ่า”
จนกว่า มนุษย์จะเห็นร่วมกันและหยุด “ทำลาย” โลกใบนี้
จนกว่า มนุษย์จะหยุด “ความกลัว” ด้วย “ความรัก”
และจนกว่าจะถึงวันนั้น…
เรายังต้องเป็น “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ให้แก่ “กันและกัน”
สุมิตรชัย หัตถสาร
8 ตุลาคม 2567
Download ได้ที่ แด่ผู้ไม่ยอมเงียบแนวทางรับมือการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP)สําหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม
